เทคนิค WordPress เคล็ด (ไม่ลับ)...ที่รวบรวมจากประสบการณ์จริง

WordPress

เทคนิค wordpress ต่าง ๆ ที่ CodingDee ใช้ในการทำเว็บและนำมาเขียนเป็นบทความไว้เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นที่พบปัญหาแบบเดียวกันสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

WordPress 4.9

WordPress 4.9 มาแล้ว ฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพียบ

WordPress 4.9 ลิฟตั้น เอ้ย Tipton มาแล้ว เมื่อคืนผมปวดหัวมากเลยนอนเร็ว วันนี้เลยตื่นแต่เช้า 7 โมงเช้ามาเข้าเว็บมาเจอ WordPress ออกเวอร์ชั่นใหม่มาแล้วเลยลองเล่นดูสักหน่อยว่ามีอะไรใหม่บ้างฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน WordPress 4.9 1.ตั้งช่วงเวลาเผยแพร่บทความได้สำหรับฟีเจอร์นี้เราสามารถตั้งเวลาการเผยแพร่บทความได้ด้วย ถ้าใครมีเพจเฟสบุ๊คน่าจะคุ้ยเคยดี เหมือนกับตั้งเวลาโพสนั่นแหละ ถูกใจผมมาก ต่อไปก็ไม่ต้องมาคอยกดเผยแพร่บทความแล้วตั้งเวลาไว้จบเลย 2.แชร์ Design ให้ทีมหรือให้ลูกค้าดูก่อนได้ สำหรับฟีเจอร์นี้เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือทีมงานที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศ เราสามารถแชร์ลิงก์ให้คนในทีมหรือส่งให้ลูกค้าดูก่อนได้ ว่าต้องการแก้ไข เพิ่มเติมตรงไหนก่อนจะใช้งานจริงหรือเปล่า 3.Lock โพสหรือหน้าที่เราออกแบบไว้ได้ ไม่ให้คนอื่นมาแก้ไขทับฟีเจอร์นี้ก็เด็ด ยิ่งมี Designer หลายคนต่างคนต่างออกแบบมาแล้วมาเซฟทับกันนี้ปวดหัวเลย 4.Syntax Highlighting and Error Checkingเขียน css ได้ง่ายขึ้นมีระบบ suggest และตรวจสอบข้อผิดพลาดให้อัตโนมัติ คล้าย ๆ เขียนโค๊ดใน editor เลยฟีเจอร์นี้ developer น่าจะชอบ 5.Sandbox for Safetyฟีเจอร์นี้จะตรวจสอบโค๊ดที่เราเขียนว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้าง ถ้ามีข้อผิดพลาดก็จะขึ้นเตือนและไม่ให้เราเซฟไฟล์ ป้องกันเว็บเราพังหรือหน้าจอขาวนั่นเอง เรียกได้ว่าเจ๋งสุด ๆ6.The New Gallery Widget ฟีเจอร์นี้ดีงามมาก เราสามารถเลือกรูปภาพได้โดยตรงจาก Widget เลย ถ้าเป็นเวอร์ชั่นก่อน ๆ ต้องไป copy url รูปภาพมาใช้เอง เรียกได้ใช้งาน widget ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม 6.ระบบแจ้งเตือนการแก้ไขไฟล์มีการแจ้งเตือนเราก่อนที่จะแก้ไขไฟล์ผ่านระบบ โดยระบบจะแนะนำให้เรา Backup ไฟล์เดิมไว้ก่อนที่จะแก้ไขนะ หรือถ้าเป็นไปได้เนี่ย ให้เราแก้ไขไฟล์ผ่าน ftp ดีกว่าอย่ามาแก้ไฟล์โดยตรงเลย มันไม่ปลอดภัย จบแล้ว ก่อนจะอัพเดทก็ Backup เว็บไว้ก่อนเสมอนะคร้าบ เกิดอะไรขึ้นจะได้ Restore ทัน หากอ่านแล้วชอบบทความจาก CodingDee ก็ฝาก กดไลค์เพจ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสารเทคนิคดี ๆ จากเรา หรือติดปัญหาตรงไหนก็คอมเมนต์ไว้ด้านล่างนี้ได้ ไว้พบกันบทความต่อไปครับ

WP Optimize ปลั๊กอินกำจัดขยะสำหรับเวิร์ดเพรส

WP Optimize ลงปลั๊กอินนี้ไว้เปรียบเสมือนมีแม่บ้านประจำตัว ที่จะคอย ปัด กวาด เช็ด ถู ช่วยให้ Database เราสะอาดไม่รกรุงรังอีกต่อไป แถมขนาดของ Database ก็เล็กลงด้วยนะ ส่งผลให้เว็บเราทำงานได้เร็วขึ้น ผมนำไปติดตั้งให้กับเว็บลูกค้าที่ผมดูแลอยู่โดยก่อนใช้ปลั๊กอิน Database มีขนาด 1 GB ใหญ่มาก ๆ เว็บลูกค้าเป็นเว็บบทความปกตินะครับไม่ใช่เว็บ E-Commerce หลังจากที่ผมลงปลั๊กอิน WP Optimize แล้ว ขนาดของ Database เหลืออยู่เพียง 24 MB เท่านั้นลดลง 900 MB เลยWP Optimize ปลั๊กอินกำจัดขยะสำหรับเวิร์ดเพรส ทำไม Database ถึงมีขนาดใหญ่ ? เพราะทุก ๆ การกระทำที่เราทำลงไปในเว็บไม่ว่าจะเป็น สร้างบทความ แก้ไขบทความ อัพรูปภาพ สร้างสินค้า ลงปลั๊กอิน มันจะมีข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ใน Database เราเช่นเวลาเราเขียนบทความตัวระบบของ WordPress เองก็จะมีการสร้าง Revision ขึ้นมาสำหรับสำรองข้อมูลที่เราเขียนลงไปเป็นหลาย ๆ เวอร์ชั่นก็ส่งผลให้ขนาดของ Database เราใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หรือเวลาเราติดตั้งปลั๊กอินก็เหมือนกัน ปลั๊กอินบางตัวจะมีการบันทึกข้อมูลสำหรับการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เรากำหนดไว้ของตัวปลั๊กอินลงใน Database เหมือนกัน บางปลั๊กอินถ้าผู้พัฒนาเค้าเขียนมาดีมันก็จะลบข้อมูลพวกนี้ออกไปให้เวลาเราลบปลั๊กอินแต่ส่วนมากมันไม่ได้ลบออกไปด้วยก็ส่งผลให้ Database เราบวมได้เหมือนกัน ใครใช้ WooCommerce ควรลง สำหรับร้านค้าที่ใช้ WooCommerce ควรจะลงไว้ครับเพราะ WooCommerce เองมันมีฟีเจอร์ Geo Location สำหรับเก็บข้อมูล Location และ IP Address ของ User ที่เข้ามาใช้งานเว็บเราไว้ทำให้ Database เราจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติตัวปลั๊กอินก็จะช่วยตรงนี้ได้ครับ ติดตั้งปลั๊กอิน โหลดได้ที่นี่ คลิก วิธีใช้งาน หลังจากติดตั้งแล้วให้เราสังเกตจะมีเมนู WP Optimize โผล่ขึ้นมา คลิกเข้าไปเลยแล้วจะเจอหน้าตาสำหรับการตั้งค่าประมาณนี้ (ตั้งค่าตามภาพได้เลย) สำหรับใครที่ไม่ต้องการลบ Draft Post (ฉบับร่าง) ไม่ต้องคลิก Clean all auto-drafts and trashed posts นะครับ(อย่าลืม Backup ก่อนทุกครั้งนะครับ) แล้วกด Run all selected optimisations ได้เลย ตั้งเวลา Optimize เราสามารถตั้งเวลาให้ปลั๊กอิน Optimize Database ให้เราได้ด้วยจะได้ไม่ต้องมาคอยกด Optimize เองยิ่งใครมีเว็บที่ต้องดูแลเยอะ ๆ นี้สบายเลย ตั้งเป็น วันละครั้ง อาทิตย์ละครั้ง เดือนละครั้ง ก็ตามใจเราเลย โดยจากภาพผมตั้งไว้ที่ อาทิตย์ละ 1 ครั้งครับจบแล้ว หากอ่านแล้วชอบบทความจาก CodingDee ก็ฝาก กดไลค์เพจ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสารเทคนิคดี ๆ จากเรา หรือติดปัญหาตรงไหนก็คอมเมนต์ไว้ด้านล่างนี้ได้ ไว้พบกันบทความต่อไปครับ
Allowed Memory size Exhausted WordPress

Allowed Memory size Exhausted WordPress

ปัญหา Allowed Memory size Exhausted WordPress เป็นอีกปัญหายอดฮิตที่ผมเจอบ่อยมาก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการตั้งค่าโฮสที่ไม่เหมาะสมกับ WordPress พอเราใช้งานเว็บไปสักพักก็จะเจอข้อความคล้าย ๆ แบบนี้โผล่ขึ้นมา "Fatal error: Allowed memory size of 86735766 bytes exhausted" วิธีแก้ Allowed Memory size Exhausted WordPress อาการนี้มันจะเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งผมเองได้พบวิธีแก้ไขปัญหานี้อยู่ 2 วิธีดังนี้ครับ วิธีที่ 1.เพิ่มโค๊ดชุดนี้เข้าไปที่ไฟล์ wp-config.php define( 'WP_MEMORY_LIMIT', '1024M' ); วิธีที่ 2.แจ้งโฮสที่เราใช้งานอยู่ หากลองวิธีที่ 1 แล้วยังแก้ไม่หายวิธีสุดท้ายคือแจ้งโฮสที่เราใช้งานอยู่ให้ทางโฮสเค้าแก้ให้ครับ เพราะบางโฮสเค้าอาจจะตั้งค่าเฉพาะไว้เราไม่สามารถแก้ไขเองได้ปกติแล้วหากเป็นโฮสที่ถูกออกแบบมาสำหรับ WordPress โดยเฉพาะ  ปัญหานี้จะไม่มีมากวนใจเราเลยครับ ก่อนจะใช้โฮสที่ไหนก็เลือกกันดี ๆ หรือถามเค้าก่อนว่ารองรับ WordPress หรือเปล่าก็จะช่วยได้เยอะครับ หรือใครไม่ทราบ ไม่มีคนปรึกษาจริง ๆ ก็ทักทีมงานเข้ามาได้ครับเดี๋ยวเราช่วยแนะนำให้ จบแล้ว หากอ่านแล้วชอบบทความจาก CodingDee ก็ฝาก กดไลค์เพจ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสารเทคนิคดี ๆ จากเรา หรือติดปัญหาตรงไหนก็คอมเมนต์ไว้ด้านล่างนี้ได้ ไว้พบกันบทความต่อไปครับ
Invisible reCaptcha

Invisible reCaptcha ปลั๊กอินป้องกันสแปมสำหรับ WordPress

Invisible reCaptcha ปลั๊กอินสุดเจ๋งที่ช่วยป้องกันสแปมสำหรับ WordPress ก่อนหน้าที่ผมจะเปลี่ยนมาใช้ Invisible reCaptcha นั้นผมใช้ reCaptcha เวอร์ชั่นเก่าอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เวอร์ชั่นที่ให้เรากดเลือกรูปนั่นแหละ...Invisible reCaptcha For WordPress ปัญหาอีกข้อที่ผมเจอเมื่อเราใส่ captcha ไว้ตามหน้าแบบฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หน้าฟอร์มสมัครสมาชิก หน้าฟอร์มติดต่อเรา หน้าฟอร์มคอมเมนต์ เป็นต้น ปัญหาที่ตามมาคือการที่ user ถูกขัดจังหวะการใช้งานนั่นเอง ผมเคยเจอบางเว็บใส่ captcha ไว้หน้าสั่งซื้อด้วยก็มีนะ ทีนี้พอ user ถูกขัดจังหวะบางคนเค้าปิดหน้าเว็บทิ้งไปเลย ถ้าเป็นหน้าสั่งซื้อกรอกแล้วไม่ผ่านติด captcha เค้าก็ปิดเว็บออกไปเลยทำให้เราสูญเสียรายได้ ขอยกเคสที่ผมเจอคือผมใส่ Google reCaptcha ไว้ที่หน้าสมัครตัวแทนจำหน่ายที่เราจะต้องกดติ๊กถูกก่อน submit ฟอร์มนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่ามันง่ายในระดับแล้วนะ มันต้องมากรอก ตัวอักษร ตัวเลข แต่ปรากฎว่ามีลูกค้าโทรศัพท์เข้าที่บริษัทค่อนข้างบ่อย บอกว่ากด สมัครตัวแทนไม่ได้ ผมก็สงสัยว่าเพราะอะไรเค้าถึงกดสมัครไม่ได้ ผมลองใช้งานดูมันก็สมัครได้นะ ไม่ติดปัญหาอะไรแล้วทำไมลูกค้าเรากดสมัครไม่ได้ งงสิครับทีนี้ ไม่รู้จะวิเคราะห์หาสาเหตุยังไงผมนึกขึ้นได้ว่าเว็บเราติด Hotjar ไว้นี่หว่า ( Hotjar คือ เครื่องมือวิเคราะห์การใช้งานของ user ในเว็บเราว่าเค้า คลิกส่วนไหนของเว็บบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ปุ่ม ลิงก์ หรือเลื่อนเมาส์ไปส่วนไหนของหน้าจอ ฯลฯ ไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟังวันหลังนะครับ ) พอผมมาเปิดดู history การใช้งานหน้าแบบฟอร์มสมัครตัวแทนจำหน่าย ปรากฏว่าแทบไม่มีการคลิกที่ช่องสี่เหลี่ยมของ captcha เลย นั่นแหละสาเหตุที่สมัครไม่ผ่าน ทั้งที่ผมเขียนบอกไว้ชัดเจนว่าให้คลิกที่ช่องสี่เหลี่ยมตรงนี้ก่อนนะ แต่ก็อย่างว่าละครับ ความปลอดภัยและความสะดวกสบายมักจะสวนทางกันเสมอ ถ้าเราไม่ติด captcha ลูกค้าก็ใช้งานได้ง่ายขึ้นแต่ก็เสี่ยงจะโดน spam แบบนี้เราควรจะเลือกวิธีไหนดีสุดท้ายก็หาวิธีแก้ปัญหานี้ได้นั่นก็คือ Invisible reCaptcha ซึ่งมันก็คือ reCaptcha ที่พัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยที่มีการขัดจังหวะการใช้งานของ user น้อยลงกว่าเดิมนั่นเอง คือ user ไม่ต้องกดอะไรเลย กรอกฟอร์มเสร็จกด submit แค่นั้นจบเลยผมไม่รอช้ารีบถอด Google reCaptcha เวอร์ชั่นเดิมออกแล้วเปลี่ยนมาใช้ Invisble reCaptcha อย่างไวปรากฎว่าหลังจากนั้นไม่มีลูกค้าโทรเข้ามาที่บริษัทว่าสมัครตัวแทนไม่ผ่านอีกเลย ย้ำว่าไม่มีเลยนะครับ และอัตราการสมัครตัวแทนจำหน่ายก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยและไม่มี spam เลย win win ทั้งฝั่งเราและลูกค้า ข้อดีของปลั๊กอินนี้ไม่ขัดจังหวะการใช้งานของ User UX ดีขึ้นแน่นอน สามารถใช้งานร่วมกับ WooCommerce ได้ สามารถใช้งานร่วมกับ BuddyPress ได้ สามารถใช้งานร่วมกับ ContactForm7 และ Gravity Form ได้ สามารถใช้งานร่วมกับ Seed Confirm Pro ได้เล่าเรื่องมาพอสมควร (เหรอ) มาดูวิธีใช้งานกันครับโหลดปลั๊กอิน คลิกสร้าง API Key สำหรับใช้งาน captcha กับเว็บเราคลิก แล้ว login ด้วย Gmail เข้าไปได้เลย เสร็จแล้วกรอกข้อมูลลงไปดูตัวอย่างตามภาพด้านล่าง Label คือชื่อสำหรับ captcha ที่เราสร้างขึ้นมากรอกเป็นชื่ออะไรก็ได้ผมกรอกเป็น CodingDee.com เลือก Invisible reCAPTCHA Domains กรอกชื่อเว็บที่เราต้องการใช้งานลงไป จริง ๆ สามารถกรอกได้มากกว่าหนึ่งเว็บใครใช้หลายเว็บก็ใส่ลงไป 1 บรรทัดต่อ 1 เว็บ สำหรับผมใช้เว็บเดียว กดยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน กด Registerเสร็จแล้วเราจะได้ Site key และ Secret key มาตามภาพเข้าไปที่หลังบ้าน Settings >> Invisible reCaptchaนำ Site key และ Secret key กรอกลงไปตามภาพBadge Position สามารถเลือกได้ 3 ตำแหน่งว่าเราต้องการให้ captcha อยู่ส่วนไหนของฟอร์ม ผมเลือกมุมขวาล่าง เสร็จแล้วกดบันทึกTab WordPressสำหรับส่วนนี้ปลั๊กอินจะมีให้เราเลือกว่าต้องการให้มี captcha ที่ส่วนไหนบ้าง เช่นหน้า Login หน้า Register Comment หน้าลืมรหัสผ่านสำหรับผมเปิดหมดทุกหน้าเลย Tab...
ecommerce tracking

Ecommerce Tracking For Woocommerce

Ecommerce Tracking สร้างได้ใน 7 ขั้นตอน ช่วยให้เราวัดผล Conversion บนเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับทีม Marketing เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า.. Ecommerce Tracking สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า E-commerce Tracking คืออะไร แล้วทำไปทำไม ผมจะอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นก่อนนะครับE-commerce Tracking ก็คือการติดตามพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าที่เข้ามาใช้งานภายในเว็บไซต์ของเรา ว่าเค้ามีพฤติกรรมการใช้งานอย่างไรบ้างเช่นลูกค้าเข้าเว็บเรามาจากช่องทางไหน อาจจะมาจาก Facebook หรือมาจาก Google Search เป็นต้น สินค้าในเว็บเราถูกขายไปแล้วรวมทั้งหมดเป็นเงินกี่บาท สินค้าชนิดไหนขายดีที่สุด ลูกค้าชำระเงินผ่านช่องทางไหนมากที่สุด ลูกค้าเลือกช่องทางจัดส่งสินค้าช่องทางไหนมากที่สุดถ้าเรามีข้อมูลพวกนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเราจะวางแผนทำอะไรต่อไปเพื่อเพิ่ม Conversion Rate (เปอร์เซ็นต์การสั่งซื้อสินค้าภายในเว็บไซต์) ให้มากขึ้นยกตัวอย่าง จากการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาจาก Google Search เข้ามาทางบทความ A นั้นหมายความว่า บทความ A เป็นบทความที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แสดงว่าเราต้องให้ความสำคัญกับบทความ A นี้เป็นพิเศษ อาจจะทำ Optimize หน้านี้ให้โหลดเร็วมากขึ้น ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน ถ้าหน้าเว็บโหลดนานก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะปิดหน้าเว็บออกไปทำให้เสียลูกค้าไป สินค้าชนิด B ขายดีที่สุด เราก็ควรจะสั่ง stock สินค้าชนิด B มากขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าและลดจำนวนการ stock สินค้าที่ขายไม่ค่อยดีลงไปเพิ่มจำนวน stock สินค้า B แทน เป็นต้น ลูกค้าชอบเลือกช่องทางการชำระเงินเป็น EMS เราก็อาจจะนำมาจัดโปรโมชั่นเป็น สั่งสินค้า 500 ขึ้นไปจัดส่ง EMS ฟรี เป็นต้นตัวอย่างก็ประมาณนี้ครับ จริง ๆ สามารถวิเคราะห์ได้หลายหลายมากกว่านี้ แต่เอาไว้เท่านี้ก่อนเนอะพอเห็นประโยชน์ของมันแล้วคงอยากจะติด Tracking กันแล้วใช่ไหมครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลย สำหรับใครที่เพิ่งอ่านบทความนี้เป็นครั้งแรกให้ กลับไปอ่านบทความนี้ก่อนนะครับ ไม่งั้นจะงงนะGoogle Tag Manager สำหรับ WordPress ขั้นตอนแรกเราต้องไปตั้งค่า Integration สำหรับ WooCommerce ในปลั๊กอินก่อนขั้นตอนมีดังนี้Login เข้าหลังบ้านเว็บไซต์ ไปที่เมนู ตั้งค่า (Setting) > Google Tag Manager เลือก Tab Integration > WooCommerce ติ๊กถูกที่ checkbox Track classic-ecommerceก่อนที่เราจะสร้าง Ecommerce Tracking ได้เราจะต้องไปเปิดฟีเจอร์นี้กันก่อนครับ ให้เรา Login เข้าไปที่ Google Analytics เลือกเว็บที่ต้องการทำ Ecommerce Tracking เลือก Admin > Ecommerce Settings ตามภาพ Ecommerce set-upStatus เลือก On กด Next step กด Submitสร้าง Goals ขั้นตอนถัดไปเราจะตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการจะวัดผลอะไร ผลที่เราต้องการวัดก็คือการสั่งซื้อสินค้าในเว็บไซต์ (Checkout) นั่นเอง ให้เราเลือกที่ Goals ตามภาพคลิก New GoalGoal setupเลือก Template REVENUE เลือก Checkout Complete Click ContinueGoal descriptionตั้งชื่อ Goal ว่า Checkout Complete Type เลือกเป็น Destination Click ContinueGoal detailsDestination เลือก Begins with กรอก /checkout/order-received/ ลงไปตามภาพ คลิก Saveคราวนี้เราก็พร้อมที่จะเริ่มสร้าง Ecommerce Tracking กันแล้วให้เรา Login เข้าไปที่ Google Tag Manager และเริ่มทำตามขั้นต่อต่อไปนี้ได้เลยครับ 1.สร้างทริกเกอร์ (Triggers)เลือกแท็บ Triggers คลิกปุ่ม NEW  2.การกำหนดค่าทริกเกอร์ (Trigger Settings)ประเภททริกเกอร์ (Trigger Type) เลือกเป็น Custom Event เหตุการณ์...
social share

5 ปลั๊กอิน Social Share ที่มีปุ่ม Line มาให้ในตัว

ใครที่กำลังมองหาปลั๊กอิน social share สำหรับทำปุ่มแชร์บทความที่มีไลน์มา เหมาะกับการใช้งานของคนไทย บทความนี้ผมได้รวบรวมมาให้แล้ว เลือกใช้กันได้ตามใจชอบ Social Share   WordPress Plugins1.Seed Social ปลั๊กอินฝีมือคนไทยจาก SeedThemes จุดเด่นของ seed social คือความเบา มีเท่าที่คนไทยนิยมใช้จริง ๆ ใครที่ชอบปลั๊กอินที่ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเยอะ แนะนำตัวนี้ครับ ใช้ง่ายมาก ๆมี Shortcode ให้ใช้งาน copy ไปใช้งานได้เลย สะดวกมาก ๆ เลือกได้ว่าจะให้ปุ่มแชร์บริเวณไหนของบทความเช่น ส่วนบนของบทความ ส่วนท้ายของบทความ 2.Free Tools to Automate Your Site Growth สำหรับปลั๊กอิน Sumo นี้เป็นปลั๊กอินที่ค่อนข้างครบเครื่องทำได้หลายอย่างเช่นEmail newsletter Share Google Analytics Heat Mapsมีหลายเว็บที่ใช้ปลั๊กอินนี้อยู่รวมทั้ง CodingDee.com ก็ใช้เหมือนกันผมชอบตรงที่เวลาเปิดในมือถือปุ่มแชร์มันจะเลื่อนตามตลอดและอยู่ใกล้นิ้วหัวแม่มือ ทำให้กดแชร์ได้ง่าย 3.Share Buttons by AddThis ปลั๊กอินนี้คล้าย ๆ กันกับ Sumo ตัวบนแต่ผมไม่ชอบตรงที่เวลากดแชร์มันจะวิ่งไปที่เว็บ AddThis ก่อนแว๊บนึงแล้วค่อยวิ่งต่อไปที่ Social ที่เราแชร์ไป 4.AddToAny Share Buttons สำหรับตัวนี้ก็คล้าย ๆ กันกับ Sumo และ AddThis ครับ แต่ที่ผมไม่ค่อยชอบตัวนี้ก็ตรง หน้าตาของปุ่มแชร์ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ สู้ Sumo และ AddThis ไม่ได้ 5.WordPress Social Sharing Plugin – Sassy Social Share ปลั๊กอินนี้จุดเด่นอยู่ที่ตั้งค่าได้ค่อนข้างหลากหลายยืดหยุ่นเช่นปรับแต่ง custom css ได้ตามใจเรา ย้ายสคริปไปไว้ที่ footer ได้ Load Javascript files in footer ตั้งเวลา cache ได้ Refresh Share Count cache every 10 minutes มี Shortcode ให้ใช้งาน copy ไปใช้งานได้เลยจบแล้ว หากอ่านแล้วชอบบทความจาก CodingDee ก็ฝาก กดไลค์เพจ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสารเทคนิคดี ๆ จากเรา หรือติดปัญหาตรงไหนก็คอมเมนต์ไว้ด้านล่างนี้ได้ ไว้พบกันบทความต่อไปครับ
Newspaper8

แชร์ประสบการณ์เปลี่ยนธีมจาก The7 มาใช้ Newspaper

บทความนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์การเปลี่ยนธีมจาก The7 มาใช้ Newspaper 8 เนื่องจากเว็บ CodingDee.com ครบรอบ 1 ปี พอดีผมเลยอยากจะปรับเปลี่ยนธีมของเว็บให้มันอ่านง่ายกว่าเดิม เลยลองหาธีมที่เหมาะกับการอ่านบทความที่ อ่านง่าย โหลดเร็ว จนผมมาเจอ Newspaper นี่แหละแชร์ประสบการณ์เปลี่ยนธีมจาก The7 มาใช้ Newspaper8 ก่อนหน้านี้ผมใช้ธีม The7 อยู่นะครับแต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเหมาะกับเว็บแนวเว็บ blog สักเท่าไหร่ เลยอยากเปลี่ยนอยู่แล้วแต่ยังไม่ค่อยมีเวลาโดยสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวผมล้วน ๆ นะครับ แค่อยากแชร์ให้ฟังเฉย ๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนธีมตามผมนะ ขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนตัวเราว่าต้องการธีมแบบไหน คุณสมบัติธีมที่ผมต้องการโหลดเร็ว เหมาะแก่การติด ads เหมาะกับเว็บ Blog ใช้งานง่าย ติดตั้งไม่ยุ่งยากจาก 4 ข้อที่ว่ามา The7 ยังไม่ตอบโจทย์สำหรับผมมี 3 ข้อคือความเร็วในการโหลดหน้าเว็บยังช้าอยู่ ไม่เหมาะกับการติด ads ไม่เหมาะกับเว็บ Blogผมก็หาธีมไปเรื่อย ๆ ตามคุณสมบัติที่ผมต้องการจนมาเจอ Newspaper 8 ซึ่งตอบโจทย์ ข้อ 2,3,4 เหลือข้อ 1 ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะประสิทธิภาพจะโหลดได้เร็วแค่ไหนต้องมาเสี่ยงเอา ผมชั่งใจอยู่พักนึง จนสุดท้ายก็ซื้อมาและลองทดสอบ Page Speed ดูผลปรากฎว่า Newspaper ทำได้ดีทีเดียว PC   81 คะแนนMOBILE  73 คะแนน นี่เป็นคะแนนที่ยังไม่ได้ทำ Optimize นะครับถือว่าได้สูงมากเลย เมื่อเทียบกับ The7 ที่ทำ Optimize แล้ว PC 84 คะแนนMobile   65 คะแนน จะเห็นว่าคะแนน PC ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่แต่ Mobile นี่ห่างเลยถ้า Optimize แล้วน่าจะได้สูงกว่านี้อีก หลังจากที่ผมติดตั้งธีมและปรับแต่งอะไรต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทางเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็มาจัดการทำ Optimize ต่อทันทีอยากรู้จริง ๆ ว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ หลังจาก optimize รูปภาพและตั้งค่า cache เสร็จแล้วได้คะแนนออกมาเป็นแบบนี้ ลองทดสอบโหลดเฉพาะ 3g จากเว็บ thinkwithgoogleผลออกมาก็ตามภาพใช้ระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3 วินาทีเร็วกว่าเดิมเยอะมากนี่เป็นรายชื่อปลั๊กอินที่ผมใช้ OptimizeImagify (ดูวิธีใช้งานคลิกที่นี่) W3 Total Cache Autoptimize Async JavaScript ใช้ร่วมกับ Autoptimizeสำหรับผมแล้วไม่ได้ลง Visual Composer นะครับใช้แค่ Page Builder ของธีมที่เค้าให้มาเว็บก็เลยค่อนข้างจะเบา แต่คะแนนผมไปโดนหักเพราะผมติด Google Analytics และ Facebook Pixel และพวก Analytics Tools ตัวอื่น ๆ ซะเยอะ แต่ได้คะแนนขนาดนี้ผมก็พอใจแล้วครับ ไม่ต้องถึงกับเต็ม 100 หรอก โฮสติ้งที่ผมใช้ โฮสที่ผมใช้คือ Cloudways เป็นโฮสนอกโดยผมเลือกให้ผูกกับ Digital Ocean ที่ SG และใช้ Cloudflare เป็น CDNตัวโฮสมี Control Panel (Laravel) ให้ใช้งาน ใช้งานง่าย หัดเล่นสักวัน 2 วันก็ใช้คล่องแล้วPHP ผมใช้ Version  7.1 Database ใช้ MariaDB 10 (Default คือ MySQL 5.6) สามารถตั้ง Daily Backup ได้ย้อนหลัง 7 วัน มี Firewall ให้ โฮสติ้งจูน Server มาดีมากเชื่อมกับระบบ Cache หลังบ้านได้ดี เว็บนิ่งสุด ๆ Support ดีตอบเร็ว (ภาษาอังกฤษนะ) แต่พิมพ์ไปเถอะเค้ารู้เรื่อง ผมลองมาแล้ว ฮ่า ๆใครอยากทดลองใช้ก็กดที่ ลิงก์ นี้ได้เลยได้ส่วนลด 15% ตอนนี้มีให้ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ถ้าคุณสมัครใช้งานผ่าน ลิงก์ ข้างบนจะได้ส่วนลด 15%...
Ninja Forms

5 เหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้ Ninja Forms แทน Contact Form 7

Ninja Forms ปลั๊กอินสร้างแบบฟอร์มที่โคตรเทพ ใช้งานง่าย ฟังก์ชั่นครบครัน ลงตัวนี้ตัวเดียวลืม CF7 ไปได้เลยNinja Forms ถ้าพูดถึงปลั๊กอินสำหรับใช้สร้างแบบฟอร์ม หลายคนคงจะนึกถึง  Contact Form 7 (CF7) ใช่ไหมครับ ไม่แปลกเพราะก่อนหน้านี้ผมเองก็ใช้ CF7 มาตลอดแต่ CF7 มันไม่มีฟีเจอร์ที่เก็บข้อมูลลงดาต้าเบส ถ้าอยากให้มันเก็บข้อมูลลงดาต้าเบสได้เราต้องลงปลั๊กอิน  Contact Form Submissions  หรือ  Contact Form 7 Database Addon – CFDB7  เพิ่ม ผมก็ลองค้น Google หาปลั๊กอินดูจนมาเจอปลั๊กอินนี้ พอลองใช้ดูแล้วก็ติดใจมาก ใช้ง่ายกว่า CF7 มากและเก็บข้อมูลลงดาต้าเบสได้ด้วย มาดูกันครับว่าทำไมผมถึงเปลี่ยนจากจาก CF7 มาใช้ปลั๊กอินนี้แทน 1.รองรับ Google reCaptcha ปลั๊กอินสามารถใส่ Google reCaptcha ได้ด้วยเพื่อป้องกัน Spam (ข้อนี้ CF7 เองก็มีเหมือนกัน)2.รองรับภาษาไทย ตัวปลั๊กอินรองรับภาษาไทยอยู่แล้วแทบไม่ต้องแปลเลย ประหยัดเวลาไปได้เยอะ 3.Drag & Drop หน้าตาการใช้งานเรียบง่ายมาก การสร้างฟอร์มทำได้สะดวก เราสามารถลากฟิลด์มาวางได้เลย มีฟิลด์ให้เลือกเพียบ วันที่, อีเมล, ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ และที่ผมชอบอีกอย่างคือ ฟิลด์ Text Area เราสามารถตั้งให้ใช้งาน Rich Text Editor ได้ด้วย4.เลือกได้ว่าจะให้เก็บข้อมูลลงดาต้าเบสหรือไม่ อีกจุดเด่นของปลั๊กอินนี้คือเราสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บข้อมูลที่ลูกค้าส่งมาเก็บลงดาต้าเบสหรือไม่ โดยค่าเริ่มต้นที่ปลั๊กอินให้มาจะเก็บลงดาต้าเบสอัตโนมัติ แถมยัง export ออกมาเป็นไฟล์ excel ได้ด้วยนะ5.Import และ Export ฟอร์มที่เราสร้างไปใช้กับเว็บอื่นได้ ฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับใครที่มีหลายเว็บ เราสามารถ import หรือ export ฟอร์มที่เราสร้างเสร็จแล้วไปใช้กับเว็บอื่น ๆ ก็ได้ ช่วยประหยัดเวลาการสร้างฟอร์มไปได้เยอะมากข้อเสีย อ่านข้อดีมาเยอะแล้วมาดูข้อเสียกันบ้าง เรียกได้ว่ามีอยู่ข้อเดียวเลย ข้อเสียนั่นก็คือ ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ (สำหรับเวอร์ชั่นฟรี) ถ้าอยากให้แนบไฟล์ได้ก็ต้องซื้อ extension เสริม  File Uploads ดาวน์โหลดปลั๊กอินได้ที่นี่ คลิก จบแล้ว หากอ่านแล้วชอบบทความจาก  CodingDee  ก็ฝาก กดไลค์เพจ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสารเทคนิคดี ๆ จากเรา หรือติดปัญหาตรงไหนก็คอมเมนต์ไว้ด้านล่างนี้ได้ ไว้พบกันบทความต่อไปครับ
wpscan

WPScan เครื่องมือที่คนใช้เวิร์ดเพรสต้องรู้

WPScan เครื่องมือที่ชาวเวิร์ดเพรสจำเป็นต้องรู้ ผมใช้เวลาไตร่ตรองอยู่นานพอสมควรว่าจะเขียนบทความนี้ดีไหม เพราะมันเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้านำไปใช้ในทางที่ดีก็ดีไป แต่ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดก็อาจจะทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือนร้อนได้เหมือนกันWPScan เครื่องมือที่คนใช้เวิร์ดเพรสต้องรู้ wpscan คือเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบช่องโหว่เว็บที่ทำด้วยเวิร์ดเพรส เช่นหาช่องโหว่ของปลั๊กอิน หาช่องโหว่ของธีม หาช่องโหว่ของตัวเวิร์ดเพรสเอง Brute forceบทความนี้ผมจะมาแนะนำทั้งวิธีใช้งานและวิธีป้องกันเลยนะครับ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย ติดตั้ง WPScan อันดับแรกเราก็ต้องติดตั้งเครื่องมือที่เราจะใช้กันซะก่อน ดาวน์โหลดและติดตั้งตามคู่มือจากเว็บหลักของเค้าได้ที่นี่เลย  wpscan.org Environment ที่ผมใช้ในการทดสอบครั้งนี้WordPress 4.8.1 เวอร์ชั่นล่าสุด Theme Storefront 2.2.5 เวอร์ชั่นล่าสุด Plugins WooCommerce 3.1.2 เวอร์ชั่นล่าสุดตัวอย่างวิธีใช้งาน Scan Username ก่อนจะ Brute force ได้เราต้องรู้ username ก่อนว่าเว็บนี้ใช้ username อะไร มี 2 วิธีที่เราจะได้มาหาในหน้าบทความส่วนท้ายของบทความมักจะมีรายละเอียด ชื่อผู้เขียนอยู่ อลงดูภาพข้างล่างนี้ครับโดยค่าเริ่มต้นที่ wordpress ให้มามันใช้ชื่อเล่นและ username เป็นชื่อเดียวกันถ้าเราไม่ได้ไปเปลี่ยนมัน มันก็จะใช้ค่าเริ่มต้นที่ระบบกำหนดมาจากรูปผมตั้ง username ชื่อ admin และไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อเล่น ระบบมันก็จะใช้ชื่อ username เป็นชื่อเล่นและนำมาแสดงในรูปที่ผมให้ดูวิธีที่ 2 ใช้เครื่องมือสแกนดังนี้ใช้เวลาแค่ 39 วินาทีเราก็จะได้ชื่อ username มาตามภาพตัวอย่างวิธีใช้งาน Brute force ผมได้ username มาแล้วก็มา Brute force ต่อ โดยผมจะลอง brute force รหัสผ่านดูว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ถ้าหากผมตั้งรหัสผ่าน 1234ผม brute force โดยใช้ wordlist ที่ชื่อว่า rockyou.txt ที่มีรหัสผ่านอยู่ทั้งหมด 14,344,395 รหัสผ่าน  โหลดได้ที่นี่หลังจากโหลดมาแล้วนำไฟล์ไปใส่ไว้ในโฟลเดอร์ที่เราติดตั้ง wpscan แล้วรันคำสั่งนี้จากภาพใช้เวลาไปทั้งหมด 2 นาที 30 วินาที ก็สามารถ brute force ได้สำเร็จ เห็นไหมครับว่าถ้าหากเราตั้ง username password ได้ไม่ดีพอผลกระทบที่จะตามมานั้นเป็นยังไงจากตัวอย่างเครื่องผมใช้ MacBook Pro (Retina, 13-inch, Late 2013) ใช้เวลาไป 2 นาทีแต่ถ้าจากการ Brute force จริง ๆ สเปคเครื่องที่ใช้จะแรงกว่านี้มาก ๆ และไม่ได้ใช้แค่เครื่องเดียว ระยะเวลาก็จะเร็วกว่านี้เยอะครับ วิธีป้องกัน การโดน Scan Username 1.ให้เราเข้าไปเปลี่ยนชื่อเล่นไม่ให้เหมือนกับ username และ username ก็ห้ามใช้ admin เด็ดขาด ผมใช้เป็นตัวอย่างให้ดูเฉย ๆ นะครับสำหรับใครที่ใช้ username admin แล้วอยากเปลี่ยนให้โหลดปลั๊กอินที่ชื่อว่า  Username Changer2.ลง Plugin iThemes Security อ่านวิธีใช้งานได้ที่นี่เสริมเกราะให้เวิร์ดเพรสด้วย iThemes Security ตอนที่ 1 เสริมเกราะให้เวิร์ดเพรสด้วย iThemes Security ตอนที่ 2แล้วลองมา Scan ดูอีกครั้ง คราวนี้โปรแกรมจะหา username ที่เราใช้ไม่เจอแล้วลอง Brute force ดูอีกทีก็จะเจอแบบนี้ระบบจะถามเราว่าแน่ใจเหรอว่าจะ brute force อาจจะโดนแบน IP เอาได้นะ (จริง ๆ แล้ว IP ที่ใช้ Brute force ไม่ใช่ IP จริงของคนที่เค้าทำหรอกนะ)แน่ละใครจะไปเชื่อ ตอบ Yes ไปเลย แล้วก็โดน Ban ไปตามที่มันบอกจริง ๆThe WordPress URL supplied 'codingdee.com' seems to be down. Maybe the site is blocking wpscan so you can try the --random-agent parameter.สรุปโหลดและติดตั้งโปรแกรม โหลดไฟล์ wordlist แล้วนำไปใส่ไว้ในโฟลเดอร์ที่เราติดตั้งโปรแกรม ติดตั้งเวิร์ดเพรส Scan...
Google Rich Snippet

Google Rich Snippet สิ่งสำคัญที่คนทำเว็บต้องรู้

Google Rich Snippet คือ โค๊ดชุดหนึ่งที่ช่วยบอก search engine ให้เข้าใจว่า หน้านี้หรือบทความนี้ คืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไร เช่น ถ้าบทความนี้เป็นบทความที่เกี่ยวกับสินค้า ก็ควรจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับ ชื่อสินค้าชื่ออะไร ราคาเท่าไหร่ ผู้ขายเป็นใคร เป็นต้น ถ้าเรามีข้อมูลพวกนี้ก็จะช่วยให้ search engine เข้าใจได้ง่ายขึ้นและนำไปแสดงผลให้ user ดูเวลาค้นหา keyword ที่เกี่ยวข้องกับบทความเราGoogle Rich Snippet นอกจากจะเป็นผลดีกับ search engine แล้วยังเป็นผลดีกับ user ด้วย เพราะช่วยให้ user เข้าใจรายละเอียดเบื้องต้นของหน้านั้นได้โดยที่ไม่ต้องคลิกเข้าดู ลองดูภาพประกอบต่อไปนี้จากภาพจะมีการแสดงจำนวนดาว และคะแนน ของบทความนี้ว่าได้เท่าไหร่ เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของ user ได้ในขั้นต้นว่าจะคลิกเข้าไปอ่านหรือไม่  การแสดงผลแบบนี้เรียกว่า  Google Rich Snippets  คราวนี้เราลองมาดูรูปด้านล่าง ที่ไม่มีดาว ดูแล้วก็รู้สึกธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร เทียบกันกับ รูปด้านบน รูปที่มีดาวดึงดูดให้อยากคลิกมากกว่าแน่นอนวิธีตรวจดูว่าบทความที่เราเขียนมี structure data หรือไม่ คลิก  แล้วกรอก url เว็บที่เราต้องการลงไปแล้วกด RUN TEST  หรือใครที่ลงปลั๊กอิน yoast seo ไว้แล้วก็เลือกตามภาพได้เลยรอสักครู่ระบบจะตรวจว่าบทความเรามีข้อมูลอะไรบ้างและนำมาแสดงผลบอกเราทางด้านขวามือตามภาพจากรูปคือบทความ  แจ้งเตือนเว็บล่มผ่าน Line บริการฟรี ที่คนทำเว็บห้ามพลาด  ซึ่งมีข้อมูลอยู่ 2 ก้อนคือ Article และ Breadcrumbลองคลิกเข้าไปดูจะเจอรายละเอียดของบทความต่าง ๆ เช่น ชื่อบทความ headline วันที่เขียน ฯ ตามรูปจากรูปจะสังเกตุเห็นว่าปุ่ม PREVIEW ด้วย ลองกดดูจะเป็นแบบนี้ถ้าของใครไม่มีแสดงว่าบทความยังไม่รองรับ AMP นะครับ วิธีทำอ่านได้ที่นี่  วิธีติดตั้ง AMP ใน WordPress อธิบายมาพอสมควรต่อไปมาดูวิธีทำกันครับ 1.ใช้ Structured Data Markup Helper Structured Data Markup Helper  เป็นเครื่องมือที่ทาง Google มีไว้ให้เราสามารถใช้งานได้ฟรี โดยเจ้าเครื่องมือนี้จะช่วยสร้าง schema ให้เรานำไปใช้ได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านนี้ก็ได้ สามารถเข้าไป Generate Schema ได้ที่ลิงก์นี้  คลิกขั้นตอนที่ 1 เข้ามาแล้วจะเจอตามภาพด้านบน สำหรับหน้านี้ให้เราเลือกประเภทของ schema ที่เราต้องการนะครับ จากตัวอย่างผมเลือกเป็น Articles หรือก็คือบทความนั่นเอง เสร็จแล้วให้เราใส่ url ของบทความที่เราจะทำ schema ลงไปที่ช่อง URL แล้วกด Start Taggingขั้นตอนที่ 2 สำหรับขั้นตอนนี้ ให้เราระบุข้อมูลที่ระบบต้องการสำหรับ Generate Schema ให้เราครับ จากภาพข้อมูลที่จำเป็นต้องมีคือ Name:ให้เรา Drag ที่ชื่อบทความด้านซ้ายมือแล้วเลือก Name แค่นี้ ชื่อบทความก็จะถูกนำไปกรอกใส่ช่อง Name: ทางด้านขวามือให้อัตโนมัติลองดูภาพประกอบภาพนี้เสร็จแล้วกด CREATE HTML เราก็จะได้ Code ที่พร้อมใช้งานตามภาพด้านล่าง copy เอาไปใส่ในบทความเราได้เลยจากที่ผมทดลองใช้งานดูก็สะดวกในระดับหนึ่ง ไม่ต้องมาเขียนโค๊ดเอง เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมก็ใช้งานได้ วิธีนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกเว็บจะเขียนเองหรือเป็น cms ก็ใช้งานได้ WordPress มาทางนี้ ผมทดลองใช้หลาย ๆ ปลั๊กอิน จนได้ 2 ปลั๊กอินที่คิดว่าใช้งานง่ายเลยนำมาแนะนำให้ลองนำไปใช้กัน1.Schemaจากที่ทดลองใช้งานดู ปลั๊กอินนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถเพิ่ม Schema Type ที่เราต้องการได้ กำหนดได้ว่าต้องการให้ บทความไหนใช้ schema หรือไม่ ตั้งค่าโปรไฟล์ ข้อมูลพื้นฐานของเว็บไซต์เราที่จะแสดงใน schemaข้อเสียคือ ใส่เรทติ้ง (ดาว) เองไม่ได้2.WP SEO Structured Data Schemaจากที่ลองใช้ปลั๊กอินนี้ดูก็พบว่าใช้งานได้ค่อนข้างง่าย สามารถกำหนดประเภทของ schema ได้หลายประเภท ใส่เรทติ้ง (ดาว) เองก็ได้จะใส่กี่ดาวก็ตามใจเราเลย แต่ก็มีข้อเสียอยู่ข้อคือ ไม่ซัพพอร์ท Post Type ที่เป็นสินค้า ใครใช้ WooCommerce ก็อดนะครับ สรุปGoogle Rich Snippet ดีทั้งต่อ search engine และ user ดึงดูดให้...

Google Tag Manager

Google Tag Manager สำหรับ WordPress

Google Tag Manager เครื่องมือสุดเจ๋งที่ช่วยให้การทำงานของเราสบายขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ใครติด Google Analytics แบบเดิม ๆ อยู่ แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้แล้วชีวิตจะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะGoogle Tag Manager คืออะไร ? ก่อนอื่นผมขอใช้คำย่อ Google Tag Manager ว่า gtm นะครับ gtm ก็คือเครื่องมืออีกที่ google ออกมาไว้ให้เราใช้สำหรับจัดการกับ tracking code ต่าง ๆ ภายในเว็บเรา ตัวอย่างสมมุติว่าผมต้องการจะติด Google Analytics ผมก็ต้องส่ง code ชุดนี้ไปให้ programmer เค้าติดให้โดยเพิ่ม code เข้าไปที่ tag head วันต่อมาผมอยากจะติด Facebook Pixel ผมก็ต้องส่ง code ชุดนี้ไปให้ programmer เค้าติดให้โดยเพิ่ม code เข้าไปที่ tag head วันต่อมาอีกผมอยากติด Yengo ผมก็ต้องส่ง code ชุดนี้ไปให้ programmer เค้าติดให้โดยเพิ่ม code เข้าไปที่ footerวนอยู่แบบนี้ ถ้าวันไหน programmer ไม่อยู่หรือบริษัทเราไม่มี programmer เราก็ติดเองไม่ได้ต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกแล้วถ้าเรามีเงื่อนไขว่าต้องการให้ tracking code รันเฉพาะหน้าที่ต้องการหรือรันเฉพาะเหตุการณ์บางเหตุการณ์เท่านั้นล่ะ ทำไง ก็ต้องพึ่ง programmer อีก เห็นไหมครับว่า เวลาจะทำอะไรพวกนี้ต้องคอยพึ่ง programmer ตลอด ยิ่งใครที่ทำงานสาย Digital Marketing ยิ่งหนีพวกนี้ไม่ได้เลย เจอแน่นอน กับการติด tracking code โน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ใช้นาน ๆ ไปก็ลืมแล้วว่าเราเคยติด tracking code อะไรไปบ้าง ตัวไหนใช้อยู่ ตัวไหนไม่ได้ใช้แล้ว เมื่อไหร่ถึงควรเปลี่ยนมาใช้ GTMอยากสบายก็เปลี่ยน อยากลำบากก็ไม่ต้องเปลี่ยน ถ้ากำลังเจอปัญหาแบบที่ผมเล่ามาด้านบนก็สมควรเปลี่ยนมาใช้ gtm ได้แล้วครับ แต่ถึงเว็บคุณทั้งเว็บจะมีแค่ ga ตัวเดียวผมก็ยังแนะนำให้มาใช้ gtm อยู่ดี เมื่อถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนมาใช้ ( นับมั๊ยข้อนี้ 55 )ข้อเสียต้องเรียนรู้วิธีการใช้ gtm เพิ่ม แหล่งเรียนรู้ภาษาไทยยังไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ ( ได้ฝึกภาษาไปในตัวเป็นข้อดีด้วยซ้ำเนอะ )จะเรียกว่าข้อเสียไหมก็ไม่เชิงเป็นข้อเสียนะ ผมว่ามันเป็นการพัฒนาเพื่อเพิ่ม skill ของเรามากกว่า Marketing ที่ใช้ gtm เป็นนี่ผมว่าโคตรเท่เลย เชื่อผมเถอะใช้ gtm แล้วสบายแน่นอน ถ้าใครพร้อมจะไปต่อก็มาลุยกันเลยบทความนี้ผมจะสอนเฉพาะการติด google analytics ใน gtm ให้ก่อนนะครับส่วนวิธีการใช้งานอื่น ๆ จะทยอยตามมาทีหลัง เปิดใช้งาน GTM กันก่อน คลิก วิธีสมัครผมไม่บอกนะเพราะมันง่ายมว๊าก โหลดปลั๊กอิน DuracellTomi's Google Tag Manager for WordPress มาติดตั้งให้เรียบร้อย โหลด Extension Tag...